วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ประวัติไอศกรีม 
                       จุดเริ่มต้นของไอศกรีมในระดับสากล นายโทมัส อาร์ควินนี่ เล่าว่า การรับประทานไอศกรีมน่าจะเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอนาจักรโรมันที่ได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารหาญที่อยู่ในกองทัพของพระองค์ แต่ในขณะนั้นไอศกรีมเกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ท(Sherbet)นั่นเอง แต่ตำนานนี้ก็หาได้เป็นแค่ตำนานเดียวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของไอศกรีม หากแต่บางกระแสก็ระบุว่าบรรพชนของคนจีนค้นพบไอศกรีมเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของไอศกรีมในประเทศจีนทำมาจากข้าวบดผสมกับนมสดที่เย็นจนเป็นนำแข็งและได้มีการสอนให้ทำไอศกรีมให้กับคนอินเดียและชาวเปอร์เชียอีกด้วย การก่อกำเนิดไอศกรีมตามตำนานประเทศจีนระบุว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญแท้ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนในสมัยนั้นเพิ่งจะมีการรู้จักรีดนมจากสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในฟาร์ม เมื่อรีดออกมาจำนวนมากก็บริโภคไม่หมด ประกอบกับน้ำนมเป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากๆ คนชั้นสูงเห็นท่าไม่ดี จึงเกิดแนวคิดนำน้ำนมไปหมกซ่อนไว้ในหิมะนัยว่าเพื่อต้องการที่จะถนอมน้ำนมเอาไว้รับประทานได้
      เล่ากันว่า"ไอศครีม"มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนในต่างประเทศ ทั้งนี้ได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะใช้รับประทานกันแต่ภายในวังเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไอศกรีมเป็นอาหารหวานที่ทันสมัยหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหมาก็ว่าได้ ใครได้ลองรับประทานไอศกรีมในสมัยนั้นก็ถือว่า เป็นคนที่ก้าวล้ำนำสมัยไปโดยปริยาย สืบสาวต้นกำเนิดไอศกรีมยุคโบราณ จุดเริ่มต้นของไอศกรีมในระดับสากล นายโทมัส อาร์ควินนี่ เล่าว่า การรับประทานไอศกรีมน่าจะเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอนาจักรโรมันที่ได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารหาญที่อยู่ในกองทัพของพระองค์ แต่ในขณะนั้นไอศกรีมเกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ท(Sherbet)นั่นเอง แต่ตำนานนี้ก็หาได้เป็นแค่ตำนานเดียวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของไอศกรีมไม่ หากแต่บางกระแสก็ระบุว่าบรรพชนของคนจีนค้นพบไอศกรีมเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของไอศกรีมในประเทศจีนทำมาจากข้าวบดผสมกับนมสดที่เย็นจนเป็นนำแข็งและได้มีการสอนให้ทำไอศกรีมให้กับคนอินเดียและชาวเปอร์เชียอีกด้วย การก่อกำเนิดไอศกรีมตามตำนานประเทศจีนระบุว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญแท้ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนในสมัยนั้นเพิ่งจะมีการรู้จักรีดนมจากสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในฟาร์ม เมื่อรีดออกมาจำนวนมากก็บริโภคไม่หมด ประกอบกับน้ำนมเป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากๆ คนชั้นสูงเห็นท่าไม่ดีจึงเกิดแนวคิดนำน้ำนมไปหมกซ่อนไว้ในหิมะนัยว่าเพื่อต้องการที่จะถนอมน้ำนมเอาไว้รับประทานได้นานๆ


ขอบคุณข้อความจาก : http://www.student.chula.ac.th/~53373185/page_2.htm

ไอศครีมที่แพงที่สุดในโลก
Grand Opulence เป็นชื่อ ไอศครีมซันเด ( Sundae ) แพงที่สุดในโลก ที่ขายในภัตตาคาร Serendipity restaurant ที่มหานครนิวยอร์ค ( New York ) ในราคาถ้วยละ 35,000 บาท ( 1,000 เหรียญยูเอส )
ไอศครีม Grand Opulence ประกอบไปด้วย
          * ไอศครีมวนิลา คุณภาพเยี่ยมที่สุดจากหมู่เกาะตาฮิติ 5 ก้อน ( Scoops )
   
          * ราดด้วยวนิลาจาก มาดากัสการ์ ( Madagascar vanilla )
   
          * ตกแต่งหน้าด้วยแผ่นทองคำเปลว 23K รูปใบไม้
   
         
 * โรยด้วยช็อกโกแลต ที่แพงที่สุดในโลก ยี่ห้อ Amedei Porcelana ผสมกับสุดยอดช็อกโกแลตยี่ห้อ Chuao chocolate
   
          * โรยด้วยลูกกวาดรสผลไม้ชื่อก้องจากปารีส หุ้มด้วยทองคำเปลว
   
          * เห็ดทรัฟเฟิล ( Truffle ) เป็นเห็ดที่หายากและแพงมาก
   
          * ลูกเชอร์รี่ Marzipan
   
          * คาร์เวียร์รสหวาน และกลิ่นหอมเหมือนส้ม กับ Armagnac สีออกเหลืองทอง ยี่ห้อ "salt-free American Golden caviar"
   
          * เสริฟในถ้วยแก้วคริสตัล พร้อมกับช้อนทอง 18K

ขอบคุณข้อความจาก : http://www.dek-d.com/board/view/1937766/
ประโยชน์ของไอติม

ไอติม หรือ ไอศครีม(icecream) เป็นอาหาร ที่ให้พลังงานและมีคุณค่าทางโภชนาการ มีส่วนผสมหลักเป็นนมที่อุดมด้วยโปรตีนและเคลเซี่ยม ซึ่งโดยทั่วไปเด็กควรดื่มนมทุกวัน วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ได้รับสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานไอติมก็จะได้ประโยชน์ของโปรตีนและแคลเซี่ยมเช่นเดียวกับการรับประทานนม
สำหรับไอติม หรือ ไอศครีม เชอร์เบต (Sherbet icecream) เป็นไอติมที่มีผลไม้เป็นส่วนประกอบ การทานไอติมเชอร์เบท(Sherbet icecream) ช่วยดับความกระหายได้ดีกว่าน้ำในหน้าร้อน เพราะมีน้ำแข็งอยู่ถึง 65% และมีแคลอรี่น้อยกว่าน้ำอัดลมด้วย และยังได้คุณค่าทางโภชนาการที่เกิดจากผลไม้ที่ใช้ทำไอติม(icecream) และที่สำคัญสถาบันจิตวิทยาในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษกล่าวว่า การทานไอติม(icecream) จะช่วยลดความเครียดได้ ขณะที่ดนตรีจะช่วยลดอุณหภูมิและทำให้จิตใจสบาย


ขอบคุณข้อความจาก : http://auar.wordpress.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1/

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ไอศครีมแท่ง
ประวัติ
 มีบันทึกว่า ไอศกรีมแท่งนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1905 เมื่อแฟร็งก์ เอ็ปเพอร์สัน (Frank Epperson) เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีชาวนครซานฟราสซิสโกคนหนึ่ง ลืมแก้วบรรจุน้ำผสมผงโซดาเสียบแท่งไม้กวนอาหารทิ้งไว้ที่ชานหลังบ้าน พอตกดึก อุณหภูมิลดลง ครั้นรุ่งเช้า เอ็ปเพอร์สันนึกขึ้นได้ และกลับไปหลังบ้านเพื่อจะนำน้ำโซดานั้นมาดื่ม แต่พบว่า น้ำในแก้วแข็งตัวเสียแล้ว เขาจึงนำแก้วดังกล่าวผ่านน้ำร้อนชั่วประเดี๋ยวเพื่อให้น้ำแข็งเลื่อนหลุดจากแก้วได้ และเขาก็ได้โซดาแท่งไปรับประทานเป็นที่โอชายิ่งนัก
ต่อมาใน ค.ศ. 1922 นักผจญเพลิงในเมืองโอกแลนด์ (Oakland) จัดงานลีลาศกัน ครั้งนั้นได้เลี้ยงน้ำหวานแท่งทำนองเดียวกับโซดาแท่งของเด็กชายเอ็ปเพอร์สันด้วย ในปีถัดมา เอ็ปเพอร์สันจึงจดสิทธิบัตรของหวานดังกล่าว ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ไอศกรีมแช่แข็งเสียบไม้" (frozen ice on a stick) และตั้งยี่ห้อโดยเอาชื่อตนประสมเข้าไปว่า "ไอศกรีมแท่งเอ็ปซีเคิล" หรือ "เอ็ปซีเคิลไอซ์พ็อป" (Epsicle ice pop) ต่อมาเขาจึงกร่อนยี่ห้อลงเหลือ "พ็อปซีเคิล" (Popsicle) โดยกล่าวว่า บุตรเขามักเรียกมันสั้น ๆ เช่นนั้นไอศกรีมแท่งของเอ็ปเพอร์สันได้รับความนิยมเป็นอันมาก ถึงขนาดที่ต่อมา ยี่ห้อของเขาได้รับการบรรจุในพจนานุกรมว่า สามารถหมายถึงไอศกรีมแท่งทั่วไป ๆ ได้ไม่ว่ายี่ห้ออะไร สองสามปีให้หลัง เอ็ปเพอร์สันขายสิทธิในยี่ห้อ "พ็อปซีเคิล" ให้แก่บริษัทโจโล (Joe Lowe Company) จากนครนิวยอร์ก

ขอบคุณข้อความจาก  :  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%87

ซอฟต์เสิร์ฟ หรือ ซอฟต์ครีม เป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายประเภทของไอศกรีมที่นุ่มกว่าไอศกรีมปกติ และขายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 
คุณลักษณะ
ซอฟต์เสิร์ฟโดยทั่วไป จะมีไขมันต่ำ (3-6%) กว่า ไอศกรีม (10-18%) และมีการผลิตที่อุณหภูมิประมาณ -4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับไอศกรีมซึ่งเก็บไว้ในเครื่องทำความเย็นที่ -15 องศาเซลเซียส ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟจะมีการนำอากาศใส่เข้าไปในขณะที่ปั่นไอศกรีม โดยเรียกว่า "overrun" ซึ่งจะมีสัดส่วนตั้งแต่ 0-60% ของเนื้อไอศกรีม อากาศเป็นตัวแปรหลักในการทำให้รสชาติไอศกรีมชนิดนี้แตกต่างกันออกไป ปริมาณอากาศที่น้อยกว่า จะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่า สีจะเข้มกว่า และอาจจะมีเกร็ดน้ำแข็งบ้างในบางโอกาส ส่วนไอศกรีมที่มีปริมาณอากาศมากกว่า จะเนื้อมีสีขาวกว่าและรสชาติไอศกรีมจะไม่เข้มข้นเท่า ปริมาณอากาศที่เหมาะสมควรอยุ่ที่ 33-45% ของปริมาตรไอศกรีม
เพื่อป้องกันการไม่ให้เกิดเกร็ดน้ำแข็ง เครื่องผลิตไอศกรีมจะต้องทำไอศกรีมแข็งตัวเร็วที่สุด โดยปกติแล้วเครื่องผลิตไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟควรจะมีที่รักษาอุณหภูมิที่ 3-4 องศาเซลเซียส และ เครื่องจะทำงานโดนการปั่นไอศกรีมจากกระบอกผลิต เครื่องผลิตไอศกรีมมีทั้งระบบ Gravity และ Air Pump
ส่วนผสม
ส่วนผสมสด - สามารถเก็บรักษาไว้สุงสุด 5-7 วัน แต่ควรระวังเป้นอย่างยิ่งในการจัดเก็บและผสม เนื่องจากหากเกิดการเจือปน และมีอากาศร้อน อาจก่อให้เกิดแบคทีเรีย และสามารถทำให้ท้องเสียได้ง่าย
ส่วนผสมแบบผง - ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บไว้ได้นาน สดวก และไม่ต้องการที่เยอะในการเก็บ แต่รสชาติอาจผิดเพี้ยนไปได้เนื่องจากต้องผสมน้ำ ซึ่งน้ำในแต่ละที่จะรสชาติไม่เหมือนกัน และผู้ผสมอาจใส่น้ำเกินหรือขาดได้ หลังจากผสมแล้วควรเก็บไว้ในที่ 1-4 ° C เพื่อลดการเจริยเติบโตของแบคทีเรียในน้ำและอากาศได้ ไม่ควรใช้น้ำอุ่นในการผสม เนื่องจากแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้เร็ว และข้อสำคัญ ผลิตภัณฑ์ควรได้รับ มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา เนื่องจากนมมีสารเจือปนได้ง่าย และได้มีการลักลอบผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพสู่ตลาด โดยผู้บริโภคไม่ได้ระวัง ผู้ประกอบการอาจจะต้องโดนฟ้องร้องจากการขายสินค้าที่มีปัญหากับผู้บริโภคได้ ปัญจุบันในประเทศไทยมีทั้งผลิตภัณฑ์นำเข้า (China, Italy, New Zealand[6], Australia[7], USA) และผลิตเองในประเทศไทย
ส่วนผสมแบบน้ำ - ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บได้นาน รสชาติไม่ผิดเพี้ยน แต่จัดเก็บลำบากกว่าแบบผง เมื่อเปิดภาชนะบรรจุแล้ว ควรทำตามขั้นตอนข้างต้น

ขอบคุณข้อความจาก  : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F
ประเภทของไอศครีม

สูตรไอศกรีม นั้นมีการดัดแปลงพัฒนาสูตรมาตั้งแต่ยุคก่อนๆจนถึงยุคปัจจุบัน การคิดค้นสูตร ไม่มีตายตัว มีการใส่ไอเดียใหม่ๆเข้ามามากมาย เพื่อให้อร่อยและสนุกในการกิน

ประเภทของไอศครีมคือ ชาร์บาท หวานเย็นน้ำแข็งไส กรานิตา หวานเย็นน้ำแข็งขูด เชอร์เบท หรือ ซอร์เบท ไอศครีมผลไม้ ไม่ใส่นม ครีม หรือไข่ และ ไอศครีม ซึ่งก็ คือไอศกรีมใส่นม ครีม ไข่แดง

1. ชาร์บาท (sharbat)เป็นหวานเย็นน้ำแข็งไสสไตล์เปอร์เซีย ซึ่งจะเน้นน้ำหวานที่ทำจากผลไม้เครื่องทำน้ำแข็งไสแบบง่ายๆใช้สะดวก มีขายทั่วไปดามห้างสรรพสินค้า เราได้รวมหวานเย็นน้ำแข็งไส
แบบไทยไว้บ้าง แต่ฉายภาพตามสไตล์ชาร์บาท

2. กรานิตา (granita)ไอศครีมหวานเย็นสไตล์อิตาเลียนซึ่งก็คือน้ำผลไม้แช่แข็งที่ขูดเป็นเกล็ดน้ำแข็งขนาด
เล็กละเอียด ทำให้กินนุ่มกว่าน้ำแข็งไสธรรมดามากนั่นเอง เคล็ดลับสำคัญของกรานิตาอยู่ที่น้ำ
ผลไม้หรือน้ำหวานปรุงรสที่ใช้ต้องมีความหวานต่ำกรานิตาผลไม้แตกต่างกับเชอร์เบทตรงที่หวานน้อยกว่า และผลึกน้ำแข็งหยาบกว่า

3. เชอร์เบท (sherbet) หรือ ซอร์เบท (sorbet )ไอศครีมผลไม้ที่ไม่ใส่นม ครีม และไข่แดง แต่อาจผสมไข่ขาวเพื่อช่วยให้เนื้อไอศครีมนุ่มเนียนขึ้น
และไม่ละลายเร็วเกินไป

4. ไอศครีม (Ice Cream)คือไอศครีมที่ส่วนผสมหลักเป็น นม ครีม และ หรือไข่แดง (คัสตาร์ด) โดย
ที่ตัวปรุงรสครอบคลุมหลากหลาย รวมทั้งผลไม้เครื่องเทศ และสมุนไพร หากใช้โยเกิร์ตแทนนมและครีม ก็เรียกไอศครีมโยเกิร์ต หรือ frozen yogurt

ขอบคุณข้อความจาก http://icecream-thai.blogspot.com/2010/11/blog-post_11.html

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทายนิสัยจากการกินไอศกรีม
กินช้า
คนที่ชอบกินไอศกรีมอย่างช้า ๆ จนทำให้ละลายเปรอะไปหมด จะเป็นคนที่มีหัวใจที่เป็นเด็ก จะคิดอยู่แต่เรื่องในอดีตที่ทำให้ตัวเอง มีความสุข หรืออาจจะทำตัวเป็นเด็ก
เล็ม
คนที่ชอบเล็มรอบนอกถ้วยก่อนกิน แสดงว่าเป็นคนที่มีความระมัดระวัง ทำอะไรจะคิดรอบคอบ เชื่อฟังผู้ใหญ่ มีมนุษยสัมพันธ์ดี
เลีย
คนที่ชอบใช้ลิ้นเลียหรือริมฝีปากเลียไอศกรีมนี้ เป็นคนที่ชอบพบปะคนแปลกหน้า เข้ากับคนอื่นได้ง่าย รักความสนุก ร่าเริง และชอบ ให้คนอื่นเห็นความสำคัญของตัวเอง
กัด
คนที่เริ่มกัดไอศกรีมเป็นอย่างแรก เป็นคนที่ค่อนข้างจะดื้อ เชื่อเรื่องอะไรแล้ว ใครจะมาเปลี่ยนความคิดก็เห็นจะยาก ไม่ค่อยมีความอดทน แต่ชอบทำงานหาเงิน อาจจะเป็นคนที่เป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ กัดตรงก้นกรวย คนที่เริ่มกินไอศกรีม ด้วยการกัดที่ก้นกรวย ขึ้นมาหาไอศกรีมข้างบนนั้น จะไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ชอบเพ้อฝันถึงความร่ำรวย รักการเดิน ทางท่องเที่ยว และชอบการแข่งขันชิงรางวัลต่าง ๆ


ขอบคุณข้อความจาก : http://astrology.dd108.com/icream


รสช็อกโกแลตชิพ
คุณเชื่อว่าทุกสิ่งรอบตัว เป็นสิ่งที่สวยงาม

แม้ว่าคนอื่นจะไม่คิดเช่นนั้น
คุณเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว และตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้สูง

รสวานิลลา
คุณเป็นคนเรื่อยๆ และเป็นมิตรกับผู้อื่น

ผู้คนที่อยู่รอบตัวจึงรู้สึกอุ่นใจ และสบายใจเมื่ออยู่ใกล้คุณ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคุณถึงมีเพื่อนมากมาย
และเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองอย่างมาก

รสสตอเบอร์รี่
คุณเป็นคนที่มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรู้จักที่จะรัก เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่นอย่างมาก

จึงทำให้คุณเป็นที่ต้องการของผู้อื่น

รสกาแฟ

คุณเป็นคนเชื่อมันในความสามารถของคุณ

และเชื่อว่ามันจะทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ
คุณเป็นผู้นำในหมู่เพื่อนของคุณ และเป็นเพื่อนที่ดีด้วย
คุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ และชอบท้าทายตัวเองด้วยสิ่งที่ยากๆ
และคุณเองก็มักจะประสบความสำเร็จอยู่เสมอ

รสรวมรส / รวมมิตร

คุณเป็นคนช่างเจรจา พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ไม่หาเรื่องผู้อื่นก่อน และจะยอมผู้อื่นเมื่อคุณเห็นว่าเหมาะสม
และคุณก็จะไม่ยอมใคร ถ้าคุณรู้ว่าคุณยืนอยู่บนข้างของความยุติธรรม

รสช็อกโกแลต

คุณเป็นคนอ่อนไหวง่าย มักเพ้อฝันทั้งในอดีตและอนาคต

คุณเป็นคนหัวโบราณและให้ความสำคัญกับสิ่งที่พ่อแม่และคุณครูสั่งสอน
และสิ่งนี้เองทำให้มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของคุณ


ขอบคุณข้อความจาก http://www.itimtod-mm.com/article/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีทอดไอศครีมให้ " หอม กรอบ ไม่อมน้ำมัน "

ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์
• หม้อทอด
• น้ำมันปาล์ม หรือ น้ำมันพืช
• ท็อปปิ้ง ไอศครีม

ขั้นตอนการทอดไอศครีม
• ใส่น้ำมันลงในหม้อทอด ประมาณครึ่งหม้อ ให้ไอศครีมสามารถลอยได้
• ตั้งไฟให้แรงก่อน ( สังเกตุหากน้ำมันร้อนได้ที่จะใสไม่มีฟองอากาศ )
• จากนั้นให้ตั้งไฟให้เบาลงรักษาความร้อนไว้
• ใส่ไอศครีมลงในหม้อทอด พลิกไปมา จนไอศครีมเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล
• ซับน้ำมันด้วยกระดาษรองน้ำมัน หรือ กระดาษทิชชู
• นำไอศครีมใส่ถ้วยกระดาษ แต่งหน้าด้วยท็อปปิ้งชนิดต่างๆ
• อาจจะเสริมด้วย เยลลี่, โอโจ้, ปีโป้, วิปปิ้งครีม, โอริโอ้, ช็อคบอล หรือผลไม้ต่างๆ


ขอบคุณข้อความ http://www.bannitim.com/bannitim_colume0.html

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีทำไอศครีมทอด
ส่วนประกอบ 

ไอศครีมรสที่ชอบ (จะให้อร่อยต้องเป็นไอศครีมที่มีรสหวานและมัน ไม่แนะนำเชอร์เบท หรือ หวานเย็น) 

ขนมปังแซนวิชใหม่ๆ 1 นาที ต่อ 2 แผ่น 
ผงขนมปังป่น 
ไข่ไก่ 2 ฟอง 
น้ำมันพืชสำหรับทอด 

เคล็ดลับ กระทะที่ใช้ทอดไอศครีมควรเป็นกระทะก้นมน และไอศครีมควรแช่ในช่องแข็งให้เย็นจัด แต่ต้องไม่แข็งเกินไปจนตักไม่ได้

วิธีทำ
เริ่มจากการทำขนมปังป่นก่อน ง่ายๆ ค่ะ นำขนมปังแซนด์วิชมาตากแดดจนแห้งกรอบ หรือจะใช้อบในเตาด้วยไฟอ่อนจนกรอบ จากนั้นนำไปป่นให้ละเ**ยด 

คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนการทำแล้วค่ะ เริ่มจากเตรียมขนมปังป่นใส่ถ้วย นำขนมปังแซนด์วิช
มาตัดขอบสีน้ำตาลออก ตีไข่ไก่ในถ้วย**กใบให้พอเข้ากัน 

ตั้งกระทะบนเตาด้วยไฟกลาง ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำไอศครีมออกจากช่องแช่แข็ง ตักไอศครีม 1 ก้อนวางลงบนขนมปัง ทาไข่รอบๆ 

เอาขนมปัง**กแผ่นหนึ่งประกบ แล้วปั้นให้เป็นรูปกลมๆ ชุบลงในไข่ แล้วคลุกกับขนมปังป่น ใช้อุ้งมือบีบให้เป็นก้อน แล้วชุบไข่ และคลุกกับขนมปังป่น**กครั้ง 

นำลงทอดทันที พอผิวขนมปังเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ให้ใช้กระชอนตักขึ้นทันที (ไม่ควรทอดเกิน 30 วินาที) 

วางลงบนกระดาษซับมัน ตักใช่จานหรือถ้วยเสิร์ฟ แต่งหน้าด้วยฮอทฟัดจ์ หรือวิปปิ้งครีม จะใส่ผลไม้สดแบบเชอรี่ หรือสตอเบอรี่ก็ได้



ที่มาข้อมูล : http://www.bkkmenu.com" >http://www.bkkmenu.com 

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไอศครีมในประเทศไทย

ต้นกำเนิดของไอศกรีมนั้น ไม่เป็นที่แน่ชัดมาเริ่มจากไหน บางข้อมูลก็ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรแห่งจักรวรรดิโรมัน ที่ได้มีการพระราชทานเลี้ยงไอศกรีมทหาร โดยในสมัยนั้นทำจากเกล็ดน้ำแข็ง (หิมะ) ผสมน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งคล้ายกับไอศกรีมเชอร์เบตในปัจจุบัน แต่บ้างก็ว่ามาจากประเทศจีน เกิดจากเมื่อสมัยโบราณที่นมถือเป็นของหายาก จึงได้มีการคิดวิธีเก็บรักษาโดยการเอาไปฝังในหิมะ จึงเกิดเป็นไอศกรีมขึ้น แม้จะไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับไอศกรีมอย่างทุกวันนี้
แต่บ้างก็ว่ามาจากอิตาลีโดยมาร์โค โปโล กลับจากจีนแล้วเอาสูตรไอศกรีมมาเผยแพร่ ซึ่งในตอนนั้นไอศกรีมของจีนยังไม่มีนม เป็นคล้ายน้ำแข็งไสมากกว่า ยังมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษเมื่อสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พ่อครัวคนหนึ่งมีสูตรเด็ดเป็นครีมแช่แข็งปรุงรส ซึ่งเป็นสูตรลับสุดยอดที่ส่งเป็นของหวานถวายพระองค์ ทว่าเมื่อพระองค์ถูกปลงพระชนม์โดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ระหว่างสงครามกลางเมืองอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1642-ค.ศ. 1651 พ่อครัวต้องลี้ภัยไปยุโรปจึงได้นำสูตรไอศกรีมนี้เผยแพร่ออกไป
ในประเทศไทยนั้น ไอศกรีมเริ่มเข้ามาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาเผยแพร่ในสยาม หลังเสร็จประพาสอินเดียชวาและสิงคโปร์ น้ำแข็งในตอนแรก ๆ ก็ยังไม่สามารถผลิตในประเทศได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาก็เริ่มมีการทำไอศกรีมกินกันมากขึ้น ถือว่าไอศกรีมเป็นของเสวยเฉพาะสำหรับเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกไว้ว่า
ไอศกรีมเป็นของที่วิเศษในเวลานั้น เพราะเพิ่งได้เครื่องทำน้ำแข็งอย่างเล็กที่เขาทำกันตามบ้านเข้ามา ทำบางวันน้ำก็แข็งบางวันก็ไม่แข็ง มีไอศกรีมบ้างบางวันก็ไม่มี จึงเห็นเป็นของวิเศษ
โดยไอศกรีมในพระราชวังนั้นจะทำจากน้ำมะพร้าวอ่อน ใส่เม็ดมะขามคั่ว จนต่อมาเมื่อมีโรงงานทำน้ำแข็ง แต่ก็ยังถือเป็นของชั้นดี โดยมีไอศกรีมระดับชาวบ้านทำเองด้วย ในช่วงแรก ๆ นั้นไอศกรีมกะทิมีลักษณะเป็นน้ำแข็งละเอียดใส ๆ รสหวานไม่มาก และมีกลิ่นหอมของดอกนมแมว ในสมัยนั้นวิถีการกินของผู้คนจะนิยมกินอาหารกันในเรือนแพ เหมือนที่สมัยนั้นจะขายก๋วยเตี๋ยว หรือกาแฟกันบนเรือ
ลักษณะของไอศกรีมกะทิใส่ถ้วยพร้อมโรยด้วยถั่วลิสงคั่วก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งต่อมาไอศกรีมกะทิก็มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น จากกะทิใส ๆ ก็มีความเข้มข้น มีการใส่ลอดช่อง, เม็ดแมงลัก และขนุนฉีกเข้าไป โดยคนไทยได้ดัดแปลงไอศกรีมของต่างชาติมาเป็นไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมกับน้ำตาลนำไปปั่นให้แข็ง เนื้อไอติมค่อนข้างใสเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียด เวลารับประทานต้องขูดไอติมออกจากขอบหม้อโลหะเมื่อไอติมเริ่มแข็งตัว ตอนขายตักใส่ถ้วยเป็นลูก ๆ เรียกไอติมตัก กินกับถั่ว ข้าวเหนียว หรือลูกชิด บางคนกินกับขนมปังที่หั่นเป็นท่อน และมีรอยแยกเป็นร่องอยู่ตรงกลาง [1]
ส่วน ไอศกรีมหลอด หรือไอศกรีมแท่งก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยใช้น้ำหวานใส่หลอดสังกะสีและเขย่าให้แข็ง และมีก้านไม้เสียบ โดยจะใส่ถังขับไปขายตามถนน สั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณเพื่อเรียกลูกค้า นอกจากนี้ยังมีจุดขายที่การลุ้นไอศกรีมฟรีจากไม้เสียบที่หากมีสีแดงป้ายอยู่ก็จะได้กินฟรีอีกหนึ่งแท่งด้วย ซึ่งไอศกรีมแบบหลอดก็มีการพัฒนาจนมาเป็นไอศกรีมโบราณที่มีส่วนผสมของนมโดยมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม อาจทานเป็นแท่ง หรือตัดใส่ถ้วยรับประทานก็ได้
จากนั้นมาก็เป็นยุคของไอศกรีมแบบวัฒนธรรมตะวันตกแท้ ๆ จนถึงปัจจุบัน