วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ประวัติไอศกรีม 
                       จุดเริ่มต้นของไอศกรีมในระดับสากล นายโทมัส อาร์ควินนี่ เล่าว่า การรับประทานไอศกรีมน่าจะเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอนาจักรโรมันที่ได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารหาญที่อยู่ในกองทัพของพระองค์ แต่ในขณะนั้นไอศกรีมเกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ท(Sherbet)นั่นเอง แต่ตำนานนี้ก็หาได้เป็นแค่ตำนานเดียวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของไอศกรีม หากแต่บางกระแสก็ระบุว่าบรรพชนของคนจีนค้นพบไอศกรีมเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของไอศกรีมในประเทศจีนทำมาจากข้าวบดผสมกับนมสดที่เย็นจนเป็นนำแข็งและได้มีการสอนให้ทำไอศกรีมให้กับคนอินเดียและชาวเปอร์เชียอีกด้วย การก่อกำเนิดไอศกรีมตามตำนานประเทศจีนระบุว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญแท้ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนในสมัยนั้นเพิ่งจะมีการรู้จักรีดนมจากสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในฟาร์ม เมื่อรีดออกมาจำนวนมากก็บริโภคไม่หมด ประกอบกับน้ำนมเป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากๆ คนชั้นสูงเห็นท่าไม่ดี จึงเกิดแนวคิดนำน้ำนมไปหมกซ่อนไว้ในหิมะนัยว่าเพื่อต้องการที่จะถนอมน้ำนมเอาไว้รับประทานได้
      เล่ากันว่า"ไอศครีม"มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนในต่างประเทศ ทั้งนี้ได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะใช้รับประทานกันแต่ภายในวังเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไอศกรีมเป็นอาหารหวานที่ทันสมัยหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหมาก็ว่าได้ ใครได้ลองรับประทานไอศกรีมในสมัยนั้นก็ถือว่า เป็นคนที่ก้าวล้ำนำสมัยไปโดยปริยาย สืบสาวต้นกำเนิดไอศกรีมยุคโบราณ จุดเริ่มต้นของไอศกรีมในระดับสากล นายโทมัส อาร์ควินนี่ เล่าว่า การรับประทานไอศกรีมน่าจะเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอนาจักรโรมันที่ได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารหาญที่อยู่ในกองทัพของพระองค์ แต่ในขณะนั้นไอศกรีมเกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ท(Sherbet)นั่นเอง แต่ตำนานนี้ก็หาได้เป็นแค่ตำนานเดียวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของไอศกรีมไม่ หากแต่บางกระแสก็ระบุว่าบรรพชนของคนจีนค้นพบไอศกรีมเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของไอศกรีมในประเทศจีนทำมาจากข้าวบดผสมกับนมสดที่เย็นจนเป็นนำแข็งและได้มีการสอนให้ทำไอศกรีมให้กับคนอินเดียและชาวเปอร์เชียอีกด้วย การก่อกำเนิดไอศกรีมตามตำนานประเทศจีนระบุว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญแท้ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนในสมัยนั้นเพิ่งจะมีการรู้จักรีดนมจากสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในฟาร์ม เมื่อรีดออกมาจำนวนมากก็บริโภคไม่หมด ประกอบกับน้ำนมเป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากๆ คนชั้นสูงเห็นท่าไม่ดีจึงเกิดแนวคิดนำน้ำนมไปหมกซ่อนไว้ในหิมะนัยว่าเพื่อต้องการที่จะถนอมน้ำนมเอาไว้รับประทานได้นานๆ


ขอบคุณข้อความจาก : http://www.student.chula.ac.th/~53373185/page_2.htm

ไอศครีมที่แพงที่สุดในโลก
Grand Opulence เป็นชื่อ ไอศครีมซันเด ( Sundae ) แพงที่สุดในโลก ที่ขายในภัตตาคาร Serendipity restaurant ที่มหานครนิวยอร์ค ( New York ) ในราคาถ้วยละ 35,000 บาท ( 1,000 เหรียญยูเอส )
ไอศครีม Grand Opulence ประกอบไปด้วย
          * ไอศครีมวนิลา คุณภาพเยี่ยมที่สุดจากหมู่เกาะตาฮิติ 5 ก้อน ( Scoops )
   
          * ราดด้วยวนิลาจาก มาดากัสการ์ ( Madagascar vanilla )
   
          * ตกแต่งหน้าด้วยแผ่นทองคำเปลว 23K รูปใบไม้
   
         
 * โรยด้วยช็อกโกแลต ที่แพงที่สุดในโลก ยี่ห้อ Amedei Porcelana ผสมกับสุดยอดช็อกโกแลตยี่ห้อ Chuao chocolate
   
          * โรยด้วยลูกกวาดรสผลไม้ชื่อก้องจากปารีส หุ้มด้วยทองคำเปลว
   
          * เห็ดทรัฟเฟิล ( Truffle ) เป็นเห็ดที่หายากและแพงมาก
   
          * ลูกเชอร์รี่ Marzipan
   
          * คาร์เวียร์รสหวาน และกลิ่นหอมเหมือนส้ม กับ Armagnac สีออกเหลืองทอง ยี่ห้อ "salt-free American Golden caviar"
   
          * เสริฟในถ้วยแก้วคริสตัล พร้อมกับช้อนทอง 18K

ขอบคุณข้อความจาก : http://www.dek-d.com/board/view/1937766/
ประโยชน์ของไอติม

ไอติม หรือ ไอศครีม(icecream) เป็นอาหาร ที่ให้พลังงานและมีคุณค่าทางโภชนาการ มีส่วนผสมหลักเป็นนมที่อุดมด้วยโปรตีนและเคลเซี่ยม ซึ่งโดยทั่วไปเด็กควรดื่มนมทุกวัน วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ได้รับสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานไอติมก็จะได้ประโยชน์ของโปรตีนและแคลเซี่ยมเช่นเดียวกับการรับประทานนม
สำหรับไอติม หรือ ไอศครีม เชอร์เบต (Sherbet icecream) เป็นไอติมที่มีผลไม้เป็นส่วนประกอบ การทานไอติมเชอร์เบท(Sherbet icecream) ช่วยดับความกระหายได้ดีกว่าน้ำในหน้าร้อน เพราะมีน้ำแข็งอยู่ถึง 65% และมีแคลอรี่น้อยกว่าน้ำอัดลมด้วย และยังได้คุณค่าทางโภชนาการที่เกิดจากผลไม้ที่ใช้ทำไอติม(icecream) และที่สำคัญสถาบันจิตวิทยาในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษกล่าวว่า การทานไอติม(icecream) จะช่วยลดความเครียดได้ ขณะที่ดนตรีจะช่วยลดอุณหภูมิและทำให้จิตใจสบาย


ขอบคุณข้อความจาก : http://auar.wordpress.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1/

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ไอศครีมแท่ง
ประวัติ
 มีบันทึกว่า ไอศกรีมแท่งนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1905 เมื่อแฟร็งก์ เอ็ปเพอร์สัน (Frank Epperson) เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีชาวนครซานฟราสซิสโกคนหนึ่ง ลืมแก้วบรรจุน้ำผสมผงโซดาเสียบแท่งไม้กวนอาหารทิ้งไว้ที่ชานหลังบ้าน พอตกดึก อุณหภูมิลดลง ครั้นรุ่งเช้า เอ็ปเพอร์สันนึกขึ้นได้ และกลับไปหลังบ้านเพื่อจะนำน้ำโซดานั้นมาดื่ม แต่พบว่า น้ำในแก้วแข็งตัวเสียแล้ว เขาจึงนำแก้วดังกล่าวผ่านน้ำร้อนชั่วประเดี๋ยวเพื่อให้น้ำแข็งเลื่อนหลุดจากแก้วได้ และเขาก็ได้โซดาแท่งไปรับประทานเป็นที่โอชายิ่งนัก
ต่อมาใน ค.ศ. 1922 นักผจญเพลิงในเมืองโอกแลนด์ (Oakland) จัดงานลีลาศกัน ครั้งนั้นได้เลี้ยงน้ำหวานแท่งทำนองเดียวกับโซดาแท่งของเด็กชายเอ็ปเพอร์สันด้วย ในปีถัดมา เอ็ปเพอร์สันจึงจดสิทธิบัตรของหวานดังกล่าว ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ไอศกรีมแช่แข็งเสียบไม้" (frozen ice on a stick) และตั้งยี่ห้อโดยเอาชื่อตนประสมเข้าไปว่า "ไอศกรีมแท่งเอ็ปซีเคิล" หรือ "เอ็ปซีเคิลไอซ์พ็อป" (Epsicle ice pop) ต่อมาเขาจึงกร่อนยี่ห้อลงเหลือ "พ็อปซีเคิล" (Popsicle) โดยกล่าวว่า บุตรเขามักเรียกมันสั้น ๆ เช่นนั้นไอศกรีมแท่งของเอ็ปเพอร์สันได้รับความนิยมเป็นอันมาก ถึงขนาดที่ต่อมา ยี่ห้อของเขาได้รับการบรรจุในพจนานุกรมว่า สามารถหมายถึงไอศกรีมแท่งทั่วไป ๆ ได้ไม่ว่ายี่ห้ออะไร สองสามปีให้หลัง เอ็ปเพอร์สันขายสิทธิในยี่ห้อ "พ็อปซีเคิล" ให้แก่บริษัทโจโล (Joe Lowe Company) จากนครนิวยอร์ก

ขอบคุณข้อความจาก  :  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%87

ซอฟต์เสิร์ฟ หรือ ซอฟต์ครีม เป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายประเภทของไอศกรีมที่นุ่มกว่าไอศกรีมปกติ และขายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 
คุณลักษณะ
ซอฟต์เสิร์ฟโดยทั่วไป จะมีไขมันต่ำ (3-6%) กว่า ไอศกรีม (10-18%) และมีการผลิตที่อุณหภูมิประมาณ -4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับไอศกรีมซึ่งเก็บไว้ในเครื่องทำความเย็นที่ -15 องศาเซลเซียส ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟจะมีการนำอากาศใส่เข้าไปในขณะที่ปั่นไอศกรีม โดยเรียกว่า "overrun" ซึ่งจะมีสัดส่วนตั้งแต่ 0-60% ของเนื้อไอศกรีม อากาศเป็นตัวแปรหลักในการทำให้รสชาติไอศกรีมชนิดนี้แตกต่างกันออกไป ปริมาณอากาศที่น้อยกว่า จะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่า สีจะเข้มกว่า และอาจจะมีเกร็ดน้ำแข็งบ้างในบางโอกาส ส่วนไอศกรีมที่มีปริมาณอากาศมากกว่า จะเนื้อมีสีขาวกว่าและรสชาติไอศกรีมจะไม่เข้มข้นเท่า ปริมาณอากาศที่เหมาะสมควรอยุ่ที่ 33-45% ของปริมาตรไอศกรีม
เพื่อป้องกันการไม่ให้เกิดเกร็ดน้ำแข็ง เครื่องผลิตไอศกรีมจะต้องทำไอศกรีมแข็งตัวเร็วที่สุด โดยปกติแล้วเครื่องผลิตไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟควรจะมีที่รักษาอุณหภูมิที่ 3-4 องศาเซลเซียส และ เครื่องจะทำงานโดนการปั่นไอศกรีมจากกระบอกผลิต เครื่องผลิตไอศกรีมมีทั้งระบบ Gravity และ Air Pump
ส่วนผสม
ส่วนผสมสด - สามารถเก็บรักษาไว้สุงสุด 5-7 วัน แต่ควรระวังเป้นอย่างยิ่งในการจัดเก็บและผสม เนื่องจากหากเกิดการเจือปน และมีอากาศร้อน อาจก่อให้เกิดแบคทีเรีย และสามารถทำให้ท้องเสียได้ง่าย
ส่วนผสมแบบผง - ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บไว้ได้นาน สดวก และไม่ต้องการที่เยอะในการเก็บ แต่รสชาติอาจผิดเพี้ยนไปได้เนื่องจากต้องผสมน้ำ ซึ่งน้ำในแต่ละที่จะรสชาติไม่เหมือนกัน และผู้ผสมอาจใส่น้ำเกินหรือขาดได้ หลังจากผสมแล้วควรเก็บไว้ในที่ 1-4 ° C เพื่อลดการเจริยเติบโตของแบคทีเรียในน้ำและอากาศได้ ไม่ควรใช้น้ำอุ่นในการผสม เนื่องจากแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้เร็ว และข้อสำคัญ ผลิตภัณฑ์ควรได้รับ มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา เนื่องจากนมมีสารเจือปนได้ง่าย และได้มีการลักลอบผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพสู่ตลาด โดยผู้บริโภคไม่ได้ระวัง ผู้ประกอบการอาจจะต้องโดนฟ้องร้องจากการขายสินค้าที่มีปัญหากับผู้บริโภคได้ ปัญจุบันในประเทศไทยมีทั้งผลิตภัณฑ์นำเข้า (China, Italy, New Zealand[6], Australia[7], USA) และผลิตเองในประเทศไทย
ส่วนผสมแบบน้ำ - ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บได้นาน รสชาติไม่ผิดเพี้ยน แต่จัดเก็บลำบากกว่าแบบผง เมื่อเปิดภาชนะบรรจุแล้ว ควรทำตามขั้นตอนข้างต้น

ขอบคุณข้อความจาก  : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F
ประเภทของไอศครีม

สูตรไอศกรีม นั้นมีการดัดแปลงพัฒนาสูตรมาตั้งแต่ยุคก่อนๆจนถึงยุคปัจจุบัน การคิดค้นสูตร ไม่มีตายตัว มีการใส่ไอเดียใหม่ๆเข้ามามากมาย เพื่อให้อร่อยและสนุกในการกิน

ประเภทของไอศครีมคือ ชาร์บาท หวานเย็นน้ำแข็งไส กรานิตา หวานเย็นน้ำแข็งขูด เชอร์เบท หรือ ซอร์เบท ไอศครีมผลไม้ ไม่ใส่นม ครีม หรือไข่ และ ไอศครีม ซึ่งก็ คือไอศกรีมใส่นม ครีม ไข่แดง

1. ชาร์บาท (sharbat)เป็นหวานเย็นน้ำแข็งไสสไตล์เปอร์เซีย ซึ่งจะเน้นน้ำหวานที่ทำจากผลไม้เครื่องทำน้ำแข็งไสแบบง่ายๆใช้สะดวก มีขายทั่วไปดามห้างสรรพสินค้า เราได้รวมหวานเย็นน้ำแข็งไส
แบบไทยไว้บ้าง แต่ฉายภาพตามสไตล์ชาร์บาท

2. กรานิตา (granita)ไอศครีมหวานเย็นสไตล์อิตาเลียนซึ่งก็คือน้ำผลไม้แช่แข็งที่ขูดเป็นเกล็ดน้ำแข็งขนาด
เล็กละเอียด ทำให้กินนุ่มกว่าน้ำแข็งไสธรรมดามากนั่นเอง เคล็ดลับสำคัญของกรานิตาอยู่ที่น้ำ
ผลไม้หรือน้ำหวานปรุงรสที่ใช้ต้องมีความหวานต่ำกรานิตาผลไม้แตกต่างกับเชอร์เบทตรงที่หวานน้อยกว่า และผลึกน้ำแข็งหยาบกว่า

3. เชอร์เบท (sherbet) หรือ ซอร์เบท (sorbet )ไอศครีมผลไม้ที่ไม่ใส่นม ครีม และไข่แดง แต่อาจผสมไข่ขาวเพื่อช่วยให้เนื้อไอศครีมนุ่มเนียนขึ้น
และไม่ละลายเร็วเกินไป

4. ไอศครีม (Ice Cream)คือไอศครีมที่ส่วนผสมหลักเป็น นม ครีม และ หรือไข่แดง (คัสตาร์ด) โดย
ที่ตัวปรุงรสครอบคลุมหลากหลาย รวมทั้งผลไม้เครื่องเทศ และสมุนไพร หากใช้โยเกิร์ตแทนนมและครีม ก็เรียกไอศครีมโยเกิร์ต หรือ frozen yogurt

ขอบคุณข้อความจาก http://icecream-thai.blogspot.com/2010/11/blog-post_11.html